Home ความปลอดภัย อันตรายจากพื้นลื่น

อันตรายจากพื้นลื่น

245
0
SHARE
ในภาวะปกติ ยางมีหน้าที่ทั้งรับน้ำหนักรถ ถ่ายทอดกำลังจากเครื่องยนต์ไปสู่พื้น การบังคับทิศทาง รวมไปถึงการหยุดรถ
ยางจะสัมผัสกับผิวถนนตลอดเวลา แต่เมื่อมีฝนตก การสัมผัสของยางกับพื้นผิวถนนจะมีตัวแปร คือ น้ำ ที่เข้ามามีผลต่อประสิทธิภาพของยาง
ทำให้การเบรกผิดเพี้ยนไปกว่าปกติช่วงเวลาที่อันตรายเมื่อฝนเริ่มตก
ผู้ใช้รถใช้ถนนบางคนอาจคิดว่า การที่ฝนตกพรำๆ หรือฝนที่เริ่มตกใหม่ๆ อาจจะไม่มีผลต่อการขับขี่รถ ทำให้เกิดความประมาท
และใช้ความเร็วสูง ซึ่งนั่นอาจเป็นการก่อให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงได้
ทั้งนี้ ต้องเข้าใจก่อนว่า ในพื้นผิวถนนโดยทั่วไป จะมีฝุ่นละอองหรือเศษดินจำนวนมาก ซึ่งฝุ่นละอองเหล่านี้ในสภาวะปกติ จะไม่มีผลกระทบ
อะไร แต่เมื่อฝนเริ่มตกลงมาใหม่ๆ  น้ำจะรวมฝุ่นละอองให้กลายเป็นโคลน และมีสภาพเหมือนกับเป็นฟิล์มบางๆ กั้นกลางระหว่างยางกับผิวถนน ทำให้
ประสิทธิภาพการยึดเกาะถนนสูญเสียไปอย่างมาก
มีการวิเคราะห์ออกมาว่า เมื่อฝนเริ่มตก ความเสี่ยงต่อการลื่นไถลจะเริ่มต้น และเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และช่วงที่มีผลต่อการลื่นไถลมากที่สุด
คือ หลังฝนตกประมาณ 15 นาที จากนั้นจะเริ่มดีขึ้นเนื่องจากฝุ่นผง หรือเศษดินถูกชะล้างออกจากผิวถนนไปหมดแล้ว
ปัจจัยที่ทำให้รถเสียหลัก ขณะขับหน้าฝน มีด้วยกันดังนี้
1.ความดันลมยาง
ช่วงฤดูฝน ผู้ขับรถควรหมั่นตรวจแรงดันลมยางอย่างสม่ำเสมอ การที่แรงดันลมอ่อนมีอันตรายมากกว่าแรงดันลมยางมาก เนื่องจาก
หากแรงดันอ่อนเกินไป น้ำจะเข้าไปอยู่กลางเส้นยางได้มากขึ้น
ความเก่า-ใหม่ของยาง หากเป็นยางเก่าและดอกยางสึกมากๆ จะทำให้การรีดน้ำของยางด้อยประสิทธิภาพเป็นผลทำให้รถแฉลบได้โดยง่าย
2.น้ำกับความเร็ว
อย่างไรก็ตาม ก็ไม่ใช่ว่า หลังจากฝนตกผ่านไปแล้ว 15 นาที การยึดเกาะถนนจะกลับมาเหมือนกับเมื่อครั้งถนนแห้ง เนื่องจากยังมีน้ำที่เป็นอุปสรรค
ต่อการเสียดทานของยาง และถ้าใช้ความเร็วมากๆ จะมีผลทำให้รถเหินน้ำได้ ซึ่งอาการของรถ ลักษณะนี้เกิดจากหลายปัจจัยด้วยกัน คือ
3.ความเร็วของรถ
ถ้าขับรถด้วยความเร็วไม่เกิน 60 กม./ชม. ยางที่มีคุณภาพดี มีสภาพดอกยาง และร่องยางอยู่ในเกณฑ์ดี จะสามารถรีดน้ำออกไปจากล้อได้
ทำให้ยางสัมผัสผิวถนนเต็มที่
หากขับด้วยความเร็ว 70-80 กม./ชม. น้ำจะเริ่มเข้าไปอยู่ระหว่างยางกับผิวถนน ประสิทธิภาพการยึดเกาะจะเริ่มลดลง
และหากขับด้วยความเร็วที่สูงกว่า 80 กม./ชม. ยางจะไม่สามารถรีดน้ำออกได้ทัน ทำให้ยางรถมีลักษณะแทนที่จะอยู่บนผิวถนน
กลับลอยตัวอยู่บนผิวน้ำ นั่นก็หมายถึงว่า เบรก หรือ พวงมาลัย จะไม่มีผลอีกต่อไป ดังนั้น หากยิ่งใช้ความเร็วสูงมาก ก็จะยิ่งทำให้เสี่ยงต่อการ
เกิดอันตรายมากขึ้นเท่านั้น
เหินน้ำ
เหตุการณ์เช่นนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ
1. ความเร็วของรถ ถ้ารถยิ่งวิ่งเร็ว รถก็จะแฉลบง่าย
2. ความดันของลมยาง ถ้ายิ่งสูบลมอ่อน รถก็จะแฉลบง่าย
3. ปริมาณน้ำบนถนน ถ้ามีน้ำมาก รถก็จะแฉลบง่าย
4. สภาพของผิวถนน ถ้าถนนเป็นมันเรียบ รถก็จะแฉลบง่าย
5. ความเก่า-ใหม่ของยาง ถ้ายางยิ่งสึกมากหรือไม่มีดอก รถก็จะแฉลบง่าย
ข้อแนะนำในการเตรียมตัวขับรถหน้าฝน หรือขณะฝนตก ก็คือ
– ควรใช้ความเร็วที่เหมาะสม
– ควรเพิ่มลมยางให้มากกว่าปกติประมาณ 3-5 ปอนด์ ซึ่งจะทำให้หน้ายางแข็ง และมีกำลังในการตัดน้ำ
– ไม่ควรใช้ยางที่ไม่มีดอก หรือดอกยางสึกเกือบหมดแล้ว
– ควรเลือกใช้ยางดอกละเอียด และมีร่องยางที่รีดน้ำได้ดี
– ควรเลือกใช้ยางเรเดียลเสริมเส้นลวด เพราะยางเรเดียลเสริมเส้นลวด มีประสิทธิภาพในการเกาะถนนและหยุดได้ดีกว่ายางแบบอื่นๆ

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here